ทำตาสองชั้น ทางเลือกหนึ่งในการเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดีขึ้น

ทำตาสองชั้น ทางเลือกหนึ่งในการเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดีขึ้น

ทำตาสองชั้น ทางเลือกหนึ่งในการเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดีขึ้น

ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญบนใบหน้า การมีดวงตาที่ดูสดใสจึงเป็นเสน่ห์อีกอย่างบนใบหน้า ดังนั้นการที่มีตาสองชั้น จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนกว่าวัย โดยทั่วไปแล้ว คนเอเชียมักมีตาชั้นเดียว หรืออาจมีตาสองชั้นอยู่แล้ว แต่มีขนาดเล็ก หรือมีไขมันที่เปลือกตาทำให้ชั้นตาดูไม่ชัดเจน จึงทำให้ความสดใสของดวงตาดูลดน้อยลง การศัลยกรรมทำตาสองชั้น จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดีขึ้น การทำตาสองชั้นเป็นการทำศัลยกรรมตกแต่งยอดนิยมอย่างหนึ่ง สำหรับคนในแถบเอเชีย เพราะจะทำให้ได้ชั้นตาใหม่ที่สวยและดวงตาที่กลมโต ช่วยให้ใบหน้าดูสวยจากเดิม และที่สำคัญตา 2 ชั้นจะอยู่กับคุณถาวรตลอดไป

วิธีการทำศัลยกรรมตาสองชั้นมี 3 วิธีคือ

วิธีที่ 1 การเย็บชั้นโดยไม่ต้องกรีดหนังตา เป็นวิธีที่ใช้ได้สำหรับผู้ที่มีลักษณะเปลือกตาชั้นเดียวที่มีไขมันไม่มากและหนังตาไม่ตกหย่อนมากเกินไป เนื่องจากไม่สามารถเอาไขมันและผิวหนังส่วนเกินออกไปด้วยได้ ซึ่งวิธีนี้เป็นการผ่าตัดโดยวิธีร้อยไหมอย่างเดียวเท่านั้น จึงมีโอกาสที่ไหมที่ร้อยไว้อาจหลุดได้
วิธีที่ 2 การเย็บชั้นตาโดยเปิดแผลขนาดเล็ก (mini incision) เป็นการผ่าตัดตาสองชั้นโดยเปิดแผลขนาดเล็ก ไม่มีแผลเป็นยาวตลอด ชั้นตา แผลจะมีความยาวประมาณ 8 – 10 mm. วิธีการนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการทำตาสองชั้นแต่ไม่มีหนังตาหย่อนจนต้องผ่าตัดหนังตา และมีไขมันที่เปลือกตามาก จำเป็นต้องตัดไขมันที่เปลือกตาบางส่วน ซึ่งไม่สามารถทำโดยวิธีที่ 1 ได้
วิธีที่ 3 การผ่าตัดโดยการกรีดชั้นของหนังตา เป็นการผ่าตัดโดยใช้มีดผ่าตัด กรีดเปิดหนังตาตั้งแต่หัวตาไปจนถึงหางตา ตามตำแหน่งของชั้นตาที่คนไข้ต้องการ เป็นการผ่าตัดโดยการใช้เลเซอร์ร่วมด้วย จึงลดการเสียเลือด และมีอาการบวมน้อย แผลหายไวยิ่งขึ้น
ระยะเวลาการผ่าตัด 30-60 นาที

ผลการรักษา
ผลจากการศัลยกรรมทำตาสองชั้นคือคุณจะมีดวงตาที่ดูสดใส และมีจะทำให้ดูตาโตขึ้น เป็นผลให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลง ซึ่งจะคงสภาพอยู่เช่นนี้ไปได้หลายปี

ภูมิแพ้อากาศ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ก็มาจากคนไทยได้เปลี่ยนวิถีชีวิตการกินอยู่ไปจากเดิม

โรคภูมิแพ้อากาศ เป็นโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย มากที่สุดโรคหนึ่ง ความจริงแล้วชื่อที่เรียกกันมาตั้งแต่อดีตไม่เหมาะสมเพราะสื่อความหมายได้ไม่ดี(อากาศเป็นก๊าซต่าง ๆ ในธรรมชาติรวมกันอยู่ไม่มีปัญหากับจมูก) ในทางการแพทย์ปัจจุบัน ถ้าจะแปลความหมาย ให้ตรงกับชื่อโรคในภาษาอังกฤษ คือ Allergic rhinitis ก็คงต้องแปลเป็นภาษาไทยว่า “โพรงจมูกอักเสบ จากการแพ้” แต่ก็ยาวเกินไป และไม่สะดวกในเรียกใช้

ภูมิแพ้อากาศ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ก็มาจากคนไทยได้เปลี่ยนวิถีชีวิตการกินอยู่ไปจากเดิม

ภูมิแพ้อากาศ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ก็มาจากคนไทยได้เปลี่ยนวิถีชีวิตการกินอยู่ไปจากเดิม

จมูกเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบทางเดินหายใจ เพื่อใช้กรองฝุ่น หรือสิ่งแปลกปลอม โดยติดที่ขนจมูก และใช้ปรับอุณหภูมิของร่างกาย ก่อนที่จะผ่านลงไปสู่หลอดลม เยื่อจมูกยังมีหน้าที่ผลิตสารเยื่อเมือก เพื่อป้องกันสิ่ง แปลกปลอม

โพรงจมูกอักเสบ การที่โพรงจมูกเกิดการ อักเสบขึ้น ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม คันจมูก ซึ่งจริง ๆ แล้วมีสาเหตุมากมายที่จะทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้ เช่น
1. โรคแพ้อากาศ (โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้)
2. โพรงจมูกอักเสบจากเชื้อโรค
– ไวรัส เรียกว่า หวัด
– เชื้อแบคทีเรีย
5. บางครั้งโพรงจมูกอักเสบ อาจเป็นอาการนำของโรคร้ายแรง บางโรคได้ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงโรคแพ้อากาศโดยละเอียด

ภูมิแพ้อากาศ คือโรคที่เกิดจากเยื่อบุโพรงจมูกสัมผัสสาร ก่อภูมิแพ้เป็นระยะเวลานาน จนกระทั่งเกิดอาการของโรคขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีอาการคันจมูก คัดจมูกหายใจไม่สะดวก น้ำมูกไหลอาจจะกระแอมบ่อย ๆ เนื่องจากมีน้ำมูกไหลลงคอ อาการคัดจมูกถ้าเป็นมาก ผู้ป่วยบางคนจะใช้มือดันจมูกขึ้น เมื่อทำบ่อย ๆ จะเกิดรอยขาว ๆ ขึ้นที่สันจมูก

ภูมิแพ้อากาศ ก็เป็นโรคหนึ่ง ซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรม มักจะมีประวัติความเจ็บป่วยแบบเดียวกัน ในครอบครัว
ตัวไรฝุ่น เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งมี 8 ขา ตระกูลเดียวกับแมงมุมและเห็บ ตัวไรฝุ่นมีขนาดเล็ก 0.3 มม. มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ชอบอากาศร้อนชื้น ซึ่งประเทศไทยก็เหมาะสม ต่อการเจริญเติบโต ของตัวไรฝุ่นมาก ตัวไรฝุ่นดำรงชีพอยู่ได้โดยกิน สะเก็ดผิวหนังและขี้รังแค ของคนและสัตว์ มีอวัยวะพิเศษ ในการดูดซึมน้ำจากบรรยากาศรอบ ๆ ตัวได้ วงจรชีวิตของไรฝุ่น 1 ตัวจะมีชีวิตอยู่ได้ 30วัน ไรฝุ่นตัวเมียจะวางไข่ได้ครั้งละ 25-30 ฟอง ในฝุ่นที่อยู่ในบ้าน 1 กรัม บางครั้งจะมีตัวไรฝุ่นได้ถึง 3,000 ตัว ตัวไรฝุ่นไม่สามารถกัดได้ ไม่สามารถแพร่เชื้อโรคได้ ไม่สามารถอาศัย อยู่บนตัวคนได้

ในอดีตการแพ้ไรฝุ่น และการแพ้ฝุ่นบ้าน (house dust)ใช้แทนกันได้ แต่ปัจจุบันไม่ใช้แทนกัน แล้ว เนื่องจากฝุ่นในบ้านประกอบด้วย สารก่อภูมิแพ้อื่น ๆอีก เช่น ขนสัตว์ (ขนสุนัข ขนแมว) เชื้อรา ซึ่งก็เป็นสารก่อภูมิแพ้เหมือนกัน

การวินิจฉัยภูมิแพ้อากาศ สิ่งที่สำคัญอันดับแรกคือประวัติการเจ็บป่วยโดยละเอียดแพทย์ผู้รักษาจะถามถึงอาการที่เป็น ระยะเวลาที่เป็น ประวัติครอบครัว ว่ามีใครเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ ประวัติภูมิแพ้อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ยาที่ใช้อยู่ สิ่งสำคัญอันดับสอง ได้แก่ การตรวจร่างกายโดยละเอียด แพทย์จะตรวจตา (ผู้ป่วยโรคแพ้อากาศ อาจจะมีอาการคันตา เคืองตา ตาแดงด้วย) ตรวจจมูกเพื่อดูลักษณะสีของเนื้อจมูก อาการบวมในจมูก ดูน้ำมูก ตรวจปอด และตรวจผิวหนังด้วย

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยแพ้อะไร ในปัจจุบันการตรวจที่ผิวหนัง เป็นการตรวจที่ง่ายสะดวก ค่าใช้จ่ายน้อย วิธีการทำคือใช้น้ำยาที่สกัดจากสารก่อภูมิแพ้ แต่ละชนิด หยดบนผิวหนังบริเวณท้อง แขนแล้วใช้เข็ม หรืออุปกรณ์พิเศษกดให้น้ำยาซึมลงใต้ผิวหนัง ถ้ามีอาการแพ้ก็จะเกิดรอย บวมแดงขึ้น มักจะอ่านผลที่ 15-30 นาที

ในบางครั้งถ้าไม่สามารถตรวจที่ผิวหนัง การตรวจในเลือดก็สามารถทำได้ แต่จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากกว่า ผู้ป่วยบางคนจะถามแพทย์ถึงความจำเป็นที่ต้องการตรวจที่ผิวหนัง จริง ๆแล้วจำเป็นมาก เพราะจะทำให้ทราบว่า สารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยมีปัญหาคือตัวไหน ซึ่งจะมีผลต่อการดูแลรักษาผู้ป่วย

การดูแลรักษาผู้ป่วยภูมิแพ้อากาศ ที่สำคัญมาก คือการดูแลสิ่งแวดล้อม ให้ปราศจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ถ้าแพ้ตัวไรฝุ่นจำเป็น ที่จะต้องดูแลภายในบ้านให้มีตัวไรฝุ่นน้อย ที่สุดหรือไม่มีเลย โดยการไม่ใช้ที่นอน หรือหมอน ที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ของตัวไรฝุ่น เช่น นุ่น ขนเป็ด ใยมะพร้าว ถ้าจำเป็นต้องใช้อาจหาพลาสติกหรือวัสดุพิเศษ มาคลุมที่นอนไว้ ไม่ใช้พรมในบ้าน เป็นต้น ถ้าผู้ป่วยแพ้เชื้อราในดิน ก็คงต้องไม่มีกระถางต้น ไม้ในบ้าน เวลาดูแลสวน รดน้ำพรวนดิน ก็คงต้อมีอุปกรณ์ในการป้องกันจมูกไว้ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ไม่ควรมีสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว

ในกรณีที่การหลีกเลี่ยงจากสารก่อภูมิแพ้ ไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้น แพทย์ก็จะรักษาโดยยาให้ ยาที่ใช้ช่วยมี 2 กลุ่ม ได้แก่ ยาที่ใช้รับประทาน และยาที่ใช้พ่นทางจมูก ยารับประทาน ที่ใช้คือ ยาต้านฮีสตามีน หรือ ยาแก้แพ้ ในอดีตที่ใช้บ่อยคือ คลอเฟนิรามิน มีราคาถูก แต่มีข้อเสีย คือ ทำให้เกิดอาการง่วงนอน ในปัจจุบันมียาแก้แพ้ชนิดใหม่ที่จะไม่ทำให้เกิดอาการง่วงนอน หรือเกิดขึ้นน้อยลงมาก

ยาพ่นจมูก มีหลายชนิดเช่นกัน บางชนิดไม่สามารถใช้นาน ๆ ได้ เพราะจะทำให้เกิดการดื้อยา และจมูกกลับมีอาการมากขึ้นอีก ยากลุ่มนี้มักเป็นยาลดอาการคัดจมูก ในระยะแรกที่ใช้ผู้ป่วยจะรู้สึกดีมาก เพราะเห็นผลเร็ว แต่พอใช้ไปสักระยะหนึ่ง จะมีความรู้สึกว่าต้องการยาในความถี่ที่มากขึ้น ดังนั้นแพทย์จะเน้นว่า ยานี้ใช้ได้ไม่เกิน 5-10 วัน (ตัวอย่างเข่น อ๊อกซิเมทาโซลีน)

ยาพ่นจมูกอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นยาด้านการอักเสบในจมูก ซึ่งมีทั้งที่ประกอบด้วย สารสเตียรอยด์ และสารที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ในกรณีเด็ก แพทย์มักจะเลือกใช้กลุ่ม ที่ไม่มีสเตียรอยด์ก่อน ยากลุ่มนี้ได้ผลประมาณ 50-70% ของผู้ป่วย (ตัวอย่างเช่น โครโมลินโซเดียม) ผู้ป่วยบางคนจะไม่ตอบสนอง การรักษา ด้วยยากลุ่มนี้ และมีอาการรักษา ด้วยยากลุ่มนี้ และมีอาการมากก็จำเป็นต้อง ใช้ยาพ่นจมูกที่มีสเตียรอยด์ ซึ่งได้ผลดีมาก ถึงแม้ว่าจะมีสารสเตียรอยด์ แต่ก็มีปริมาณน้อยมาก เมื่อเทียบกับยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน เนื่องจากยาต้านการอักเสบ แบบพ่นจมูก เป็นยาที่ถือว่าออกฤทธิ์เฉพาะที่ จำเป็นต้องใช้ทุกวัน เป็นระยะเวลานาน

การรักษาภูมิแพ้อากาศอีกวิธีหนึ่งได้แก่ การฉีดสารก่อภูมิแพ้ ที่ผู้ป่วยแพ้เข้าสู่ร่างกาย ในปริมาณเล็กน้อย ทุกสัปดาห์ เพื่อไปเปลี่ยนแปลงระบบ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้อาการของโรคแพ้ อากาศดีขึ้นได้ แต่มีข้อเสีย คือ ผู้ป่วยจำเป็นต้องไป โรงพยาบาลทุกอาทิตย์ในระยะแรก ของการรักษา เมื่อดีขึ้นแล้วจึงจะเปลี่ยน เป็นทุก 2 สัปดาห์ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น 3-4 สัปดาห์ ต่อการฉีดยา 1 ครั้ง รวมระยะเวลาทั้งหมด ในรักษาแบบนี้ 2-3 ปี

โรคแทรกซ้อนของโรคแพ้อากาศ ที่สำคัญ คือ โพรงไซนัสอักเสบ เนื่องจากโพรงไซนัส เป็นช่องว่างในกะโหลกศีรษะมี 4 คู่ในผู้ใหญ่ และทุกโพรงไซนัสจะมีรูเปิด ของไซนัสเข้าสู่จมูก การรักษาจำเป็นต้องรักษาทั้ง 2 โรคไปพร้อมกัน มิฉะนั้นผู้ป่วยมักจะ เป็นไซนัสอักเสบได้อีกเรื่อย ๆ

โดยสรุปแล้ว ภูมิแพ้อากาศ เป็นโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ดี จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ ระหว่างแพทย์ และผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เนื่องจากมักจะมีอาการเรื้อรัง ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยา อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งหลีกเลี่ยงจากสารก่อภูมิแพ้ด้วย จึงจะได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด

เสริมจมูก เป็นการเปลี่ยนรูปทรงของจมูก เพื่อให้รับกับใบหน้า

เสริมจมูก

เสริมจมูก เป็นการเปลี่ยนรูปทรงของจมูก เพื่อให้รับกับใบหน้า

เสริมจมูก เป็นการเปลี่ยนรูปทรงของจมูก เพื่อให้รับกับใบหน้า

เสริมจมูก เป็นการตกแต่งเพื่อเปลี่ยนรูปทรงของจมูก เพื่อให้รับกับใบหน้า เป็นการผ่าตัดติดอันดับยอดนิยมของต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยไม่ได้เก็บสถิติแต่เชื่อว่าเป็นการผ่าตัดเพื่อเสริมความงาม เป็นอันดับต้นๆ ซึ่งบางรายก็ประสบตามความคาดหวัง แต่บางรายก็ผิดหวัง การผ่าตัด เสริมจมูก สามารถทำได้ทั้งเพิ่มขนาด หรือลดขนาด เปลี่ยนรูปทรง เปลี่ยนรูปทรงของปลายจมูก ทำให้รูจมูกเล็กลง และแก้ไขความพิการของจมูกเนื่องจากพิการแต่กำเนิด หรือจากอุบัติเหตุ หากคุณตั้งใจจะต้องเสริมจมูกบทความนี้อาจจะช่วยให้ท่านตัดสินใจ แต่อาจะไม่สามารถไขความข้องใจของคุณได้หมดรายละเอียดที่คุณต้องการต้อง ปรึกษาจากแพทย์ที่คุณจะไปทำการผ่าตัด การผ่าตัด หรือเปลี่ยนแปลงจมูกจะทำให้ท่านดูดีขึ้น แต่ไม่สามารถทำให้ท่านมีบุคลิกเปลี่ยนแปลง ดังนั้นก่อนที่จะทำการผ่าตัดท่านต้องปรึกษากับแพทย์ว่าท่านคาดหวังอะไรจาก การผ่าตัด และมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

การผ่าตัดจะเพื่อความงามหรือแก้ไขความพิการไม่สามารถแก้ได้ 100 % ซึ่งขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง ท่านจะต้องปรึกษาแพทย์ถึงข้อจำกัดดังกล่าวคุณไม่สามารถเลือกรูปร่าง หรือขนาดของจมูกจากหนังสือ เนื่องจากลักษณะใบหน้าหรือส่วนประกอบของใบหน้าไม่เหมือนกัน จมูกแต่ละแบบก็เหมาะสำหรับใบหน้าแต่ละแบบ การผ่าตัด เสริมจมูกเป็นการแก้ไขความไม่สมดุล มิใช่การแกะสลัก การผ่าตัดจมูกไม่สามารถผ่าตัดนำเนื้อเยื่อออกมากเกินไป เพราะจะทำให้จมูกไม่คงรูป การผ่าตัดมีโรคแทรกซ้อนมากน้อยแค่ไหน สำหรับคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงามเมื่อตัดสินใจจะทำการผ่าตัดเสริมจมูกแล้ว ท่านต้องตระหนักถึงโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น แม้ว่าจะอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ตาม โรคแทรกซ้อนที่อาจจะพบได้คือ มีการติดเชื้อ เลือดกำเดไหลออก แต่มักจะเป็นไม่มาก

ความเชื่อลดน้ำหนักแบบผิดๆ ที่ทำให้ยิ่งกินยิ่งอ้วน


หนุ่มสาวยุคใหม่เราล้วนแล้วแต่พยายามสรรหาหลากเทคนิคสารพัดสูตร มาใช้สำหรับลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนด้วยกันทั้งนั้น บ้างก็ลองผิดลองถูกกันอยู่เรื่อยๆ จนกว่าจะพบสูตรที่ใช่และเหมาะสมกับตนเองจริงๆ วันนี้สูตรที่เรานำมาฝากจัดว่าเป็นความเชื่อแบบผิดๆ ที่สาวๆ หลายคนพยายามทำตามหลายครั้ง แต่กลับไม่สามารถลดน้ำหนักได้สำเร็จสมปรารถนา ทำไมน่ะหรือ ความเชื่อเหล่านี้จึงไม่ช่วยให้รูปร่างหรือน้ำหนักคุณลดลงได้สมใจ เรามาดูคำตอบที่แท้จริงกันดีกว่าค่ะ

กินผลไม้มื้อเย็นจะช่วยลดน้ำหนักได้จริง
ไม่จริงเสมอไปหรอกค่ะ หากสาวๆ หันมากินผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น ลำไย เงาะ มังคุด ละมุด ทุเรียนและน้อยหน่า เป็นต้น เนื่องจากผลไม้เหล่านี้มีน้ำตาลสูง เวลากินจะลิ้มรสได้ถึงความหวานอร่อยอย่างสุดๆ นั่นก็เพราะน้ำตาลฟรุกโตสจากผลไม้มีมาก นอกจากทำให้สาวๆ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้แล้ว ยังส่งผลต่อผู้มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงด้วย จึงไม่ควรเลือกกินผลไม้ชนิดดังกล่าว แต่ควรกินผลไม้ที่ให้ใยอาหารสูงและไม่หวานมาก เช่น กล้วย ชมพู่ สับปะรด ส้ม แอปเปิ้ล มะละกอและฝรั่ง เป็นต้น ผลไม้เหล่านี้ยิ่งกินมาก ยิ่งช่วยสาวๆ ควบคุมน้ำหนักได้อย่างแน่นอน

แบ่งอาหารกินเป็นมื้อย่อยเล็กๆ ทำให้ผอมลงได้
หลายคนอาจจะกินอาหารลดน้ำหนักโดยใช้สูตรแบ่งอาหารออกเป็นมื้อย่อยเล็กๆ จริงมั้ยคะ แต่ขณะเดียวกัน มันก็ไม่ได้ทำให้น้ำหนักคุณลดลงสมใจ หากในมื้ออาหารหลัก คุณยังคงหันมากินอาหารในปริมาณมากเช่นเดิม กล่าวคือ ไม่ได้ลดสัดส่วนปริมาณของอาหารที่กินเข้าไป อาหารบางชนิดที่ยังคงมีแคลอรีสูงเมื่อกินเข้าไปหลายครั้งต่อวันมากเข้า ก็ย่อมส่งผลให้ประสิทธิภาพของการลดน้ำหนักด้อยลง ตรงกันข้าม อาจจะทำให้คุณมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ ในขณะที่สาวหุ่นบางหลายคน หันมาไดเอทด้วยการแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยเล็กๆ แต่เลือกกินแต่ไฟเบอร์สูงที่มีประโยชน์และกินในสัดส่วนที่เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกายเท่านั้น กินแบบนี้ต่างหากที่จะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้สำเร็จตามความต้องการเร็วขึ้น

น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง ลดพุงได้แท้จริงหรือ
หลายคนฮิตกันมากกับการกินน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งตำรับสูตรลดพุง แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังไม่มีการยืนยันว่าทั้งมะนาวและน้ำผึ้งจะมีสรรพคุณช่วยลดพุงได้อย่างแท้จริง หากที่แน่ๆ คือ น้ำผึ้งนั้นมีความเข้มข้นสูงเมื่อเข้าสู่ร่างกายไปแล้ว จะช่วยให้ลำไส้สามารถดูดน้ำเข้าไปเก็บกักไว้ได้มากขึ้นมันจึงมีส่วนกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานคล่องขึ้น หลายคนดื่มสูตรนี้ไปแล้ว ทุกๆ เช้าจึงขับถ่ายดีและทำให้พลอยรู้สึกว่าน้ำหนักลดลง หน้าท้องก็ยุบตาม หากเอาเข้าจริงๆ มันเป็นเพียงยาระบายขนานหนึ่งที่ได้ผลในการป้องกันปัญหาท้องผูกได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้นเองค่ะ

จากนี้ก็ทราบกันแล้วนะคะว่าความเชื่อผิดๆ แบบนี้นี่เอง ที่ทำไมยิ่งพยายามกินเพื่อลดน้ำหนักเท่าไร กลับไม่มีวี่แววว่าน้ำหนักจะลดได้ หากทราบกันเช่นนี้แล้ว จากนี้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินกันใหม่นะคะ แล้วคุณจะพบกับผลลัพธ์อันน่าพอใจในรูปร่างที่เปลี่ยนไปอีกครั้งแน่นอน